วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รายชื่อผูจัดทำ

จัดทำโดย



1.นายถาวร  พวงใจศรี  เลขที่ 11

2.นายประพัฒน์  รุ่งจรุงลาภกุล  เลขที่ 14

3.นายพีรศิลป์  ศรีจันทร์  เลขที่ 15




ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6/4

โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การปฏิบัติของหน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทย


            หลังจากเกิดสงครามเกาหลีขึ้น นายเดลเวอรลี ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการในต่างประเทศขององค์การ อาสากาชาดสหรัฐฯ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๔๙๓ ทูลพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุมภฏพงษบริพัตร อุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทยว่า การที่ประเทศไทยจะส่งทหารไปร่วมรบกับกองทัพสหประชาชาติใน ประเทศเกาหลีนั้น ถ้าสภากาชาดไทยยังไม่พร้อมที่จะทำหน้าที่ในการช่วยทหารที่จะไปรบแล้ว องค์การอาสากาชาดสหรัฐฯ จะรับหน้าที่แทนไปก่อน จนกว่าสภากาชาดไทยจะดำเนินการได้เอง 
            อุปนายกสภากาชาดไทย ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๙๓ ขอส่งหน่วยพยาบาลไปช่วยในสงครามเกาหลี จากการประสานงานในเวลาต่อมา สภากาชาดไทยตกลงจัดเจ้าหน้าที่ จากกองบรรเทาทุกข์และอนามัย จำนวน ๒๐ คน ประกอบด้วยแพทย์ ๕ คน นางพยาบาล ๘ คน และบุรุษพยาบาล ๗ คน เป็นหน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทย ไปร่วมในสงครามเกาหลี หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้สำรวจทางทหารฝ่ายไทยด้วย ได้พบกับนายแพทย์ใหญ่ ประจำกองบัญชาการสหประชาชาติ ได้ข้อยุติให้บรรจุหน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทยเข้าไว้ใน กองบัญชาการสหประชาชาติ เพื่อให้ทำหน้าที่รักษาพยาบาล และบำรุงขวัญแก่ทหารไทยที่อาจจะต้องเข้ารับการรักษาตามโรงพยาบาล ของกองบัญชาการสหประชาชาติ ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและในประเทศเกาหลีใต้ต่อไป 
            เจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทย ที่ไปร่วมในสงครามเกาหลีกำหนดให้ใช้เครื่องแบบทำนองเดียวกับทหาร แต่ไม่มีการประดับเครื่องหมายยศ คงประดับแต่เครื่องหมายสภากาชาดไทย และเครื่องหมาย Thailand ที่ต้นแขนเสื้อเครื่องแบบเท่านั้น สำหรับสิทธิต่าง ๆ คณะรัฐมนตรีลงมติอนุมัติให้ได้รับสิทธิเช่นเดียวกับทหาร 

เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์บรรเทาทุกข์สภากาชาดไทยรุ่นที่ ๑ - ๔ 
          รุ่นที่ ๑  จำนวน ๒๐ คน ส่วนที่ ๑ ออกเดินทางเมื่อ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๓ โดยเรือหลวงสีชัง พร้อมกับกองกำลังทางบก ถึงเมืองปูซาน เกาหลีใต้เมื่อ  ๗ พฤศจิกายน ๒๔๙๓ ส่วนที่ ๒ เดินทางโดยเครื่องบิน เมื่อ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๙๓ ถึงกรุงโตเกียวเมื่อ ๒๘ ตุลาคม ๒๔๙๓ 
            หน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทยได้ปฏิบัติงาน อยู่ในความควบคุมดูแลของ Chief Surgeon โรงพยาบาลส่งกลับที่ ๘๐๕๔ สหรัฐฯ ส่วนนางพยาบาลอีก ๘ คน ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาลกองทัพบก สหรัฐฯ ที่กรุงโตเกียว (Tokyo Army Hospital) 
          รุ่นที่ ๒  จำนวน ๑๙ คน โดยได้รับการจัดบุรุษพยาบาล แล้วจัดนางพยาบาลแทน กลุ่มที่ ๑ ออกเดินทางเมื่อ ๙ กรกฎาคม ๒๔๙๔ กลุ่มที่ ๒ ออกเดินทางเมื่อ ๒๘ สิงหาคม ๒๔๙๔ 
          รุ่นที่ ๓  จำนวน ๑๓ คน โดยลดจำนวนแพทย์ลงเหลือเพียง ๒ คน และพยาบาล ๑๑ คน กลุ่มที่ ๑ ออกเดินทางเมื่อ ๔ มิถุนายน ๒๔๙๕ กลุ่มที่ ๒ ออกเดินทางเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๙๕ 
         รุ่นที่ ๔  จำนวน ๑๕ คน เป็นแพทย์ ๒ คน และพยาบาล ๑๓ คน กลุ่มที่ ๑ ออกเดินทางเมื่อ ๑๑ มีนาคม ๒๔๙๖ กลุ่มที่ ๒ ออกเดินทางเมื่อ ๒๖ พฤษภาคม ๒๔๙๖ 

การปฏิบัติงาน

โรงพยาบาลที่ปฏิบัติงานได้แก่
            ๔๙ th General Hospital หรือ Tokyo Army Hospital กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เริ่มปฏิบัติงานเมื่อ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๙๓ อีกแห่ง
            ๘๐๕๔ th Station Holpital เมืองปูซาน ประเทศเกาหลี เริ่มปฏิบัติงานเมื่อ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๓
            ๘๑๖๒ nd Station Hospital เมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เริ่มปฏิบัติงานเมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๔
            ๘๐๐๙ th Station Hospital เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เริ่มปฏิบัติงานเมื่อ ๑๑ สิงหาคม ๒๔๙๔
            งานที่ปฏิบัติ ได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งในโรงพยาบาล ภายใต้การบังคับบัญชาตามลำดับชั้นจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลกองทัพสหรัฐฯ นั้น ๆ
            นางพยาบาลในหน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทย ได้ปฏิบัติงานอย่างได้ผล และมีประสิทธิภาพ จนได้รับคำชมเชยเป็นประจำ
            ในด้านการบังคับบัญชา ได้มีคำสั่งกระทรวงกลาโหมรับฝาก หน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทยไว้ให้อยู่ในความปกครองดูแล เพื่อช่วยเหลือเหมือนหน่วยทหารในบังคับบัญชา แต่ไม่ให้ขัดกับหลักการของสภากาชาดสากล ตามที่สภากาชาดไทยได้มีหนังสือฝากมา
            ตลอดระยะเวลา ๓ ปี ที่ปฏิบัติงานในสงครามเกาหลี หน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทย ได้ปฏิบัติงานโดยไม่มีการสูญเสียกำลังพล ทุกคนปฏิบัติงานด้วยความเข้มแข็งอดทนเสียสละ มีความสำนึกสูงในหน้าที่ ีที่รับผิดชอบ และปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ จนเป็นที่ปรากฏตามคำชมเชยที่ได้รับ จากผู้บังคับบัญชาตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ได้ไปร่วมปฏิบัติงานเป็นประจำ 


หน่วยบินลำเลียง


            กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินลำเลียงแบบ C - ๔๗ จำนวน ๓ เครื่อง พร้อมด้วยกำลังพล ๑๗ คน ประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยซึ่งเป็นนักบิน ๑ คน นักบิน ๘ คน ช่างอากาศ ๔ คน และเจ้าหน้าที่สื่อสาร ๔ คน ตามที่ได้รับคำแนะนำจากคณะที่ปรึกษา และช่วยเหลือทางทหารสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ต่อมาได้พิจารณาเพิ่มอีก ๒ คน รวมเป็น ๑๙ คน คือนายทหารฝ่ายการเงิน ๑ คน และเสมียน ๑ คน 
            กระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่ง เมื่อ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๙๔ ให้กองทัพอากาศส่งหน่วยบินลำเลียงกับหน่วยพยาบาลทางอากาศไปปฏิบัติการร่วมกับ 
กองบัญชาการสหประชาชาติ ตั้งแต่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๙๔ เครื่องบินทั้งสามลำบินตามเส้นทาง กรุงเทพฯ - ตูราน - ฐานทัพอากาศสหรัฐฯ คลาร์ก (Clark Field) กรุงไทเป - เกาะโอกินาวา - กรุงโตเกียว ถึงกรุงโตเกียว เมื่อ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๙๔ ณ ฐานบินตาชิกาวา 
    ภารกิจที่ได้รับมอบ มี ๖ ประการด้วยกันคือ 
            ๑  การขนส่งทางอากาศ ได้แก่การส่งกลับทหารบาดเจ็บและป่วยไข้ การลำเลียงทหารและพลเรือนระหว่างสนามบินต่าง ๆ ในเกาหลีใต้ และระหว่างสนามบินทหารในญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ การลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ การขนส่งสัมภาระทางอากาศ ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ 
            ๒  การบินขนส่งไปรษณีย์สำหรับกองกำลังสหประชาชาติ เป็นประจำทุกสัปดาห์ จัดเที่ยวบินเป็น ๓ สาย 
                   สายที่ ๑ เส้นทาง ฐานบินตาชิกาวา - อิตาสุะเกะ - ปูซาน 
                   สายที่ ๒ เส้นทาง ฐานบินตาชิกาวา - อิตาสุะเกะ - ฐานบินเช็กชาโดบนเกาะคิวชิว 
                   สายที่ ๓ เส้นทาง ฐานบินตาชิกาวา - โอกินาวา - ไทเป - ฐานทัพอากาศสหรัฐฯ คลาร์ก 
            ๓  การบินสนับสนุนการฝึกพลร่มของทหารสหรัฐฯ 
            ๔  การขนส่งทหารบกไทย ที่ปฏิบัติการอยู่ในเกาหลีใต้เดินทางไป - กลับ กรุงโตเกียว ตามโครงการพักผ่อน และฟื้นฟูของสหประชาชาติ (R&R) 
            ๕  การสนับสนุนนักบินต้นหน และช่างเครื่องไปร่วมปฏิบัติงานกับ เจ้าหน้าที่ในหน่วยบินลำเลียงสหรัฐฯตามที่ได้รับคำสั่ง 
            ๖  การบินขนส่งบรรเทาสาธารณภัยให้แก่ทางการญี่ปุ่น เมื่อเกิดภัยธรรมชาติตามที่ได้รับการร้องขอ 

การปฏิบัติการของหน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๑ 
            หน่วยบินลำเลียงของไทยขึ้นการบังคับบัญชาอยู่ในฝูงบินลำเลียงที่ ๒๑ ( ๒๑ st Troop Carrier SQuadron) สังกัดกองบินใหญ่ลำเลียงที่ ๓๗๔ กองบินที่ ๓๑๕ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นฝูงบินลำเลียงเดียวที่ใช้ เครื่องบินลำเลียงแบบ C - ๔๗ ในสงครามเกาหลี 
            ๓๑ กรกฎาคม ๒๔๙๔ หน่วยบินลำเลียงของไทย ได้เคลื่อนย้ายไปประจำที่ฐานบิน อาชิยา (Ashiya Air Base) เมืองฟูกุโอกะ บนเกาะคิวชิว ห่างจากคาบสมุทรเกาหลีเป็นระยะเวลาบิน ๔๕ นาที 
            ๑๘ ตุลาคม ๒๔๙๔ หน่วยบินลำเลียงของไทยย้ายกลับมาประจำอยู่ที่ฐานบินตาชิกาวา เนื่องจากหน่วยเหนือย้ายไปเพื่อให้ปฏิบัติการลำเลียงให้กับหน่วยรับการสนับสนุนในยุทธบริเวณอย่างใกล้ชิด และได้รับภารกิจเพิ่มเติม ๓ ประการคือ 
            ๑ การลำเลียงกระสุน และวัตถุระเบิดไปส่งให้ตามฐานบินต่าง ๆ ในเกาหลีใต้ 
            ๒ การลำเลียงขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ จากที่ทำการไปรษณีย์ทหาร จากฐานบินตาชิกาวา ไปส่งตามสนามบินฐานบิน และฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในเกาหลีใต้ 
            ๓ การตรวจสอบสภาพสนามบินในญี่ปุ่น และสมรภูมิเกาหลี เพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน 
            ๒ พฤษภาคม ๒๔๙๕ กำลังพลชุดที่ ๒ ได้เดินทางไปผลัดเปลี่ยน โดยทำการผลัดเปลี่ยนเป็น ๒ รุ่น การผลัดเปลี่ยน รุ่นที่ ๒ เสร็จในกลางเดือนมิถุนายน ๒๔๙๕ 
            สถิติการปฏิบัติงานของ ชุดที่ ๑ ตั้งแต่ สิงหาคม ๒๔๙๔ ถึงกลางเดือนมิถุนายน ๒๔๙๕ มีการปฏิบัติการ ๔๐๐ เที่ยวบิน ผู้โดยสาร ๑,๐๔๓ คน ผู้ป่วย ๓๖๐ คน น้ำหนักบรรทุก ๑,๕๗๕,๐๐๐ ปอนด์ 

การปฏิบัติการของหน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๒

            หน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๒ ยังคงได้รับมอบภารกิจในการบินลำเลียง ระหว่างญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กับระหว่างสนามบินต่าง ๆ ในญี่ปุ่นทุกสัปดาห์ เช่นเดียวกับชุดที่ ๑ สนามบินบางแห่งในทะเลเหลือง อยู่นอกฝั่งเกาหลีเป็นระยะทางบินประมาณ ๑ ชั่วโมง มีข้อจำกัดในการบินคือต้องบินระยะสูงเพียง ๑๐๐ - ๒๐๐ ฟุตเท่านั้น เพื่อมิให้เรดาร์ข้าศึกจับได้ สนามบินบางแห่งไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการบิน บางแห่งต้องลงบนชายหาดที่มีทรายแข็ง และขึ้นอยู่กับน้ำทะเลขึ้นลง 
            ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ สถานีวิทยุกระจายเสียงของกองทัพสหรัฐฯ ภาคตะวันออกไกลได้ออกกระจายเสียง รายงานข่าวการปฏิบัติการของกองกำลังชาติต่าง ๆ ในสงครามเกาหลีเผยแพร่ไปทั่วโลก ได้ประกาศชมเชยการปฏิบัติงานของหน่วยบินลำเลียงไทยว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งการบินลำเลียงทางอากาศ (Airlift) และการบินส่งกลับทางอากาศ (Air Evacuation) จำนวนหลายร้อยเที่ยวบิน นับเป็นการเผยแพร่เกียรติคุณของหน่วยบิน และกองทัพอากาศไทยให้ปรากฏแก่ประชาคมโลก 
            นอกจากนี้ผู้บังคับหน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๒ ได้รับเชิญให้ไปพูดออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียง ในกรุงโตเกียว เกี่ยวกับหน่วยบินลำเลียงของไทย กับได้ส่งเรื่องของหน่วยบินลำเลียง การปฏิบัติงานพร้อมภาพไปลงหนังสือพิมพ์ และวารสารต่าง ๆ เป็นประจำ 
            เจ้าหน้าที่หน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๓ ได้เดินทางไปรับหน้าที่เสร็จสิ้นเมื่อเดือน กัยยายน ๒๔๙๖ เดินทางกลับถึงประเทศไทย เมื่อ ๙ ตุลาคม ๒๔๙๖ รวมระยะเวลาปฏิบัติงาน ๑ ปี ๓ เดือน มีสถิติการปฏิบัติงาน ดังนี้ 
            จำนวนเที่ยวบิน ๕๘๐ เที่ยวบิน ขนส่งผู้โดยสารทหาร ๑,๓๒๕ คน พลเรือน ๔๒๐ คน น้ำหนักบรรทุก ๑,๗๓๒,๖๐๐ ปอนด์ 
            หน่วยบินลำเลียงไทยได้รับแพรแถบเชิดชูเกียรติคุณหน่วยของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ จากการที่กองพลบินที่ ๓๑๕ สหรัฐฯ ได้รับเกียรติอันนี้ และได้มีคำสั่งทั่วไปเมื่อ ๖ เมษายน ๒๔๙๗ ยืนยันให้เจ้าหน้าที่หน่วยบินลำเลียงไทย ซึ่งปฏิบัติงานในสงครามเกาหลีในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว มีสิทธิ์ประดับแพรแถบเชิดชูเกียรติในฐานะหน่วยขึ้นสมทบกองพลบินที่ ๓๑๕ สหรัฐฯ 

การปฏิบัติการของหน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๓ 
            การเดินทางของหน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๓ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกจำนวน ๑๖ คน ส่วนที่ ๒ จำนวน ๑๒ คน การเดินทางวันแรกจะไปพักค้างคืนที่ฐานทัพอากาศสหรัฐฯ คลาร์ก ที่ฟิลิปปินส์ ๑ คืน รุ่งขึ้นจึงเดินทางไปถึงกรุงโตเกียว 
            ตั้งแต่เดือน สิงหาคม ๒๔๙๖ เป็นต้นมา การรบในคาบสมุทรเกาหลีสงบลง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในความตกลงสงบศึกแล้ว ภารกิจของหน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๓ จึงลดลงด้วย เหลือเพียงการบินลำเลียงขนส่งทางอากาศเป็นประจำสัปดาห์ละ ๑-๒ เที่ยว ส่วนใหญ่เป็นการบินลำเลียงขนส่งสิ่งอุปกรณ์ และสัมภาระระหว่างญี่ปุ่นกับ เกาหลีใต้ โดยเฉพาะการบินลำเลียงระหว่างฐานบินตาชิกาวา กับสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ บนเกาะเซจู ปลายคาบสมุทรเกาหลี ใช้เวลาเดินทางไป - กลับ ๓ วัน โดยแวะที่ฐานบินอิตาสุเกะ เกาะคิวชิว การบินจากฐานบินตาชิกาวาไปยังฐานบินอิตาสุเกะต้องใช้เวลาเดินทาง ๖ - ๗ ชั่วโมง แล้วบินข้ามทะเลญี่ปุ่นอีกประมาณ ๒ ชั่วโมง 
            ๒๔ มิถุนายน ๒๔๙๗ ผู้บังคับการกองบินใหญ่ที่ ๓๗๔ สหรัฐฯ ได้มีหนังสือชมเชยผลการปฏิบัติงานของ หน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๓ และมอบธงเชิดชูเกียรติการบินปลอดภัย (Wing Flying Safety Pennent) ประจำเดือน พฤษภาคม ๒๔๙๗ ให้แก่หน่วยบินลำเลียง 
            ๖ มกราคม ๒๔๙๘ กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งให้ถอนทหารบางส่วนกลับประเทศไทย ในส่วนของกองทัพอากาศถอนหน่วยเจ้าหน้าที่พยาบาลทางทหารกลับ ให้เหลือไว้เพียง ๑ ชุด หน่วยบินลำเลียงไม่เปลี่ยนแปลง 

การปฏิบัติการของหน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๔ - ๑๗

            ชุดที่ ๔  ออกเดินทางจากประเทศไทยเมื่อ ๓ ตุลาคม ๒๔๙๗ รับหน้าที่เมื่อ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ การปฏิบัติงานคงได้รับมอบภารกิจเช่นเดียวกับชุดก่อน ๆ 
            ชุดที่ ๕  รับมอบหน้าที่เมื่อ กลางเดือน ธันวาคม  ๒๔๙๘ 
            ชุดที่ ๖  รับมอบหน้าที่เมื่อ กลางเดือน ธันวาคม ๒๔๙๙ กองพลบินที่ ๓๑๕ สหรัฐฯ ได้ให้หน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๖ ไปขึ้นสมทบกับฝูงบินปฏิบัติการที่ ๖๔๘๕ กองบินใหญ่ ลำเลียงที่ ๓๗๔ สหรัฐฯ และได้ย้ายที่ทำการของหน่วยบินจากอาคารกองบังคับการกองบินน้อยบริการฐานบินที่ ๓๗๔ สหรัฐฯ ไปอยู่ที่อาคารโรงภาพยนตร์ของฐานบินคาชิการา 
            ชุดที่ ๗  รับมอบหน้าที่เมื่อต้นเดือนมกราคม ๒๕๐๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ นี้กองทัพอากาศได้ฝากการบังคับบัญชาหน่วยพยาบาลทางอากาศ ไว้กับหน่วยบินลำเลียง ในเดือนเมษายน ๒๕๐๑ กองทัพอากาศได้รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอระงับการจัดส่งกำลังทางอากาศไปร่วมปฏิบัติงานกับ สหประชาชาติต่อไป กับขอถอนกำลังหน่วยบินลำเลียง และหน่วยพยาบาลทางอากาศกลับในเดือน ธันวาคม ๒๕๐๑ แต่ทางสหรัฐฯ ขอให้อยู่ต่อไป 
            ชุดที่ ๘  รับมอบหน้าที่เมื่อต้นเดือน มกราคม ๒๕๐๒ ได้ส่งเครื่องบินเข้าซ่อมใหญ่ (IRAN) ที่เมืองไทนัม บนเกาะไต้หวัน กองทัพอากาศได้พิจารณาการผลัดเปลี่ยนเจ้าหน้าที่หน่วยบินลำเลียงเป็น ชุดละ ๒ ผลัด โดดเริ่มตั้งแต่ชุดที่ ๙ เป็นต้นไป แต่ละชุดห่างกัน ๖ เดือน 
            ชุดที่ ๙  ผลัดที่ ๑ รับมอบหน้าที่เมื่อ ๑ มกราคม ๒๕๐๓ ผลัดที่ ๒ รับมอบหน้าที่เมื่อ มิถุนายน ๒๕๐๓ ต่อมาเพื่อสะดวกและประหยัดแก่การ รับ-ส่ง ทางเครื่องบินของกำลังพลที่ไปผลัดเปลี่ยน จึงได้มีการปรับแผนการผลัดเปลี่ยนใหญ่ตั้งแต่ชุดที่ ๑๐ เป็นต้นไป โดยให้เครื่องบินมาส่ง และรับในวงรอบเดียวกัน 
            ชุดที่ ๑๐  ผลัดแรกรับมอบหน้าที่เมื่อ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๐๓ ผลัดที่สองรับมอบหน้าที่เมื่อ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๐๔ 
            ชุดที่ ๑๑  ผลัดแรกและผลัดที่สอง รับมอบหน้าที่ เมื่อเดือน มกราคม และกรกฎาคม ตามลำดับ 
            ชุดที่ ๑๒  ผลัดแรกรับมอบหน้าที่ เมื่อ ๓ มีนาคม ๒๕๐๖ ผลัดที่สองเมื่อต้นเดือน ตุลาคม ๒๕๐๖ ในเดือนมีนาคม ๒๕๐๗ กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้กองพลบินที่ ๓๑๕ สหรัฐฯ โอนเครื่องบินลำเลียงแบบ C - ๔๗ ของกองพลจำนวน ๒ เครื่อง ที่ได้รับอนุมัติให้จำหน่ายจากบัญชีคุมแล้ว ให้กับหน่วยบินลำเลียงของไทย โดยแลกเปลี่ยนกับเครื่องบินแบบเดียวกัน ๒ เครื่องของหน่วยบินลำเลียง 
            ชุดที่ ๑๓  ผลัดแรกรับมอบหน้าที่เมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ และผลัดที่ ๒ เมื่อต้นเดือนตุลาคม ๒๕๐๗ 
            ชุดที่ ๑๔  ผลัดแรกรับมอบหน้าที่เมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ และผลัดที่ ๒ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๗ 
           ชุดที่ ๑๕  ผลัดแรกรับมอบหน้าที่เมื่อ ๙ พฤษภาคม ๒๕๐๙ และผลัดที่ ๒  เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๘ 
            ชุดที่ ๑๖  ผลัดแรกรับมอบหน้าที่เมื่อ กลางเดือนเมษายน ๒๕๑๐ และผลัดที่ ๒ เมื่อต้นเดือนตุลาคม ๒๕๑๐ 
            ชุดที่ ๑๗  ผลัดแรกรับมอบหน้าที่เมื่อ ต้นเดือนเมษายน ๒๕๑๑ และผลัดที่ ๒ เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๑ 
            ทางการสหรัฐฯ ได้ตกลงใจมอบเครื่องบิน C - ๑๒๓ B จำนวน ๒ เครื่องให้แก่กองทัพอากาศไทย โดยให้กองทัพอากาศที่ ๕ สหรัฐฯ ดำเนินการ ได้รับมอบเมื่อ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๑ ที่ฐานบินตาชิกาวา 

การปฏิบัติการของหน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๑๘ - ๒๔

            ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ กองทัพอากาศได้ปรับปรุงอัตราหน่วยบินจาก ๒๐ คน เป็น ๒๕ คน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานกับเครื่องบินลำเลียงแบบ C - ๑๒๓ B จำนวน ๒ เครื่อง ที่ได้รับมอบจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ อัตรานี้ใช้กับชุดที่ ๑๘ และ ๑๙ เท่านั้น ต่อมาเมื่อได้รวบรวมหน่วยพยาบาลทางอากาศเข้าไว้ด้วย จึงมีจำนวนเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นเป็น ๒๗ คน และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้ลดลงเหลือ ๒๕ คน โดยลดและเพิ่มอัตราต่าง ๆ ให้เหมาะสม 
            หน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๑๘ ยังขึ้นสมทบกับฝูงบินปฏิบัติการ ๖๔๘๕ กองบินใหญ่ลำเลียงที่ ๓๗๔ กองพลบินที่ ๓๑๕ สหรัฐฯ ตามเดิม แต่ตั้งแต่หน่วยบินที่ ๑๙ เป็นต้นมา กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแปลงการจัดกำลังในกองทัพอากาศที่ ๕ สหรัฐฯ ที่ประจำอยู่ในประเทศญี่ปุ่น สำหรับการปฏิบัติการในเกาหลีใหม่ จึงให้หน่วยบินลำเลียงของไทยไปขึ้นการบังคับบัญชา สายธุรการของกองบัญชาการสหประชาชาติส่วนหลัง และอยู่ในความควบคุมทางยุทธการของ กองบินใหญ่ขับไล่ทางยุทธวิธีที่ ๓๔๗ สหรัฐฯ (๓๔๗ th Tactical Wing) มีที่ตั้งอยู่ที่ฐานบินโยโกตะ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฐานบินตาชิกาวาห่างออกไปประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ส่วนงานด้านธุรการ และส่งกำลังบำรุงให้ขึ้นกับกองบินใหญ่บริการฐานบินที่ ๔๗๕ สหรัฐฯ (๔๗๕ th Air Base Wing) 
            ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๑๙ ชาติพันธมิตรที่ปฏิบัติการอยู่ในกองกำลังสหประชาชาติในสงครามเกาหลี คงเหลือเพียง ๓ ชาติ คือ สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และไทยเท่านั้น หน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๑๘ - ๒๔ ยังคงได้รับมอบภารกิจให้ปฏิบัติการบินลำเลียงขนส่งทางอากาศ ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เป็นครั้งคราว แต่ลดจำนวนเที่ยวบินลงจากเดิมเป็นจำนวนมาก 
            ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๘ รัฐบาลไทยมีนโยบายให้ถอนกำลังหน่วยบินลำเลียงกลับประเทศไทย สถานการณ์ทางการเมืองของญี่ปุ่นต้องการเร่งรัดให้กองกำลังทหารต่างชาติ ถอนตัวออกไปจากญี่ปุ่น กองทัพอากาศจึงได้รายงานขออนุมัติ ถอนหน่วยบินลำเลียงกลับ 
            กระทรวงกลาโหมอนุมัติตามที่กองทัพอากาศเสนอ และให้หน่วยบินลำเลียงชุดที่ ๒๔ เดินทางกลับประเทศไทย เมื่อ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๑๙ โดยได้นำเครื่องบินลำเลียงแบบ C - ๑๒๓ B จำนวน ๒ เครื่อง พร้อมเจ้าหน้าที่ ๒๔ คน เดินทางออกจากสนามบินโยโกตะ แวะพักที่สนามบิน คาดินา ในเกาะโอกินาวา สนามบินมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ สนามบินบรูไน ประเทศบรูไน สนามบินเซเลดาร์ ประเทศสิงคโปร์ ถึงท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๑๙




การปฏิบัติการของทหารอากาศ


            ในขั้นต้น กองทัพอากาศได้พิจารณาที่จะจัดส่งฝูงบินสื่อสาร ไปร่วมปฏิบัติการกับกองบัญชาการสหประชาชาติ แต่ได้ยกเลิกไปและได้ส่งกำลังไปร่วมปฏิบัติการรวม ๒ หน่วย คือ หน่วยพยาบาลทางอากาศ และหน่วยบินลำเลียง 

หน่วยพยาบาลทางอากาศ
            กองบัญชาการสหประชาชาติ ได้กำหนดนโยบายการส่งกลับทหารบาดเจ็บ และป่วยไข้ในสงครามเกาหลีไว้ว่า จะได้รับการรักษาพยาบาลขั้นต้น ที่โรงพยาบาลสนามในเกาหลีก่อน ต่อจากนั้นจะส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลทหารต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่น ในกรณีที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ในระยะเวลา ๑๒๐ วัน ให้นำกลับไปรักษาต่อที่ประเทศของตน
            ทางการไทยได้รับคำแนะนำจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ภาคตะวันออกไกล (Fae Eastern Air Force:FEAF) ให้จัดชุดพยาบาลส่งกลับทางอากาศ (Medica Air Evacuation Team) สำหรับดูแลรักษาผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยไข้ในระหว่างการเดินทาง จากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย
            ชุดพยาบาลส่งกลับทางอากาศจัดไว้ ๓ ชุด ๆ ละ ๒ คน โดยส่งไปประจำอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ๒ ชุด อีก ๑ ชุดสำรองอยู่ที่ประเทศไทย ในการนี้กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้ใช้เครื่องบินของหน่วยบริการขนส่งทางอากาศสหรัฐฯ (MATS) ในสายที่เรียกว่า Embassy Flight  ซึ่งบินในเส้นทางระหว่าง โตเกียว - โอกินาวา - มะนิลา -ไซ่ง่อน - กรุงเทพฯ - พม่า - กัลกัตตา - นิวเดลี - ไคโร  สำหรับการส่งกลับผู้ป่วยเจ็บได้เดือนละ ๒ เที่ยวบิน ๆ ละไม่เกิน ๖ คน พร้อมด้วยชุดพยาบาลทางอากาศ ๑ ชุด โดยให้เริ่มตั้งแต่เดือน ธันวาคม ๒๔๙๓ เป็นต้นไป
            การปฏิบัติงานมิได้จำกัดต่อทหารไทยเท่านั้น แต่ยังต้องปฏิบัติงานร่วมกับแพทย์และพยาบาลสหรัฐฯ ในการรักษาพยาบาลทหารกองกำลังสหประชาชาติ ระหว่างเดินทางจากเกาหลีใต้ไปยังโรงพยาบาลทหารสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นด้วย ต้องช่วยปฏิบัติงานในหน่วยคัด แยกเพื่อส่งกลับทางอากาศ (Medical Air Evacuation Separation) โดยจัดพยาบาลไปประจำที่สนามบินเพื่อช่วยคัดแยก ผู้ป่วยเจ็บที่มาจากเกาหลีใต้เข้าตามโรงพยาบาลต่าง ๆ
            ชุดพยาบาลทางอากาศ รุ่นที่ ๑ ชุดที่ ๑ และ ๒ ออกเดินทางจากประเทศไทยเมื่อ ๒๖ ธันวาคม ๒๔๙๓ โดยเครื่องบินของหน่วยบริการขนส่งทางอากาศสหรัฐฯ ไปยังกรุงโตเกียว ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๓ - ๒๔๙๔ หน่วยนี้ได้ใช้สำนักงานร่วมกับสำนักงานนายทหารติดต่อ ประจำกองบัญชาการสหประชาชาติ ในกรุงโตเกียว และตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ - ๒๕๑๙ สำนักงานกับที่พักแพทย์พยาบาลทั้งหมดได้ย้ายไปอยู่ในฐานบินตาชิกาวา

การจัดชุดพยาบาลทางอากาศ และการผลัดเปลี่ยน

            ชุดพยาบาลทางอากาศไปปฏิบัติราชการในสงครามเกาหลี ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๓ - ๒๕๑๙ รวม ๒๙ รุ่น ในห้วงปี พ.ศ. ๒๔๙๓ - ๒๔๙๘ ซึ่งมีสถานการณ์รบ และยังคงมีกองกำลังของประเทศพันธมิตรอยู่นั้น หน่วยพยาบาลทางอากาศรุ่นที่ ๑ - ๖ จำนวนเจ้าหน้าที่รุ่นละ ๗ คน แบ่งเป็น ๓ ชุด ๆ ละ ๒ คน ประกอบด้วยแพทย์ ๑ คน พยาบาล ๑ คน และมีแพทย์เป็นหัวหน้าชุดอีก ๑ คน 
            หลังจากที่ได้มีการลงนามในความตกลงสงบศึก เมื่อ ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๙๖ สถานการณ์รบในเกาหลีสงบลง บรรดาชาติพันธมิตร เริ่มถอนกำลังกลับประเทศตน กระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งเมื่อ ๖ มกราคม ๒๔๙๘ ให้ถอนทหารบางส่วนกลับประเทศไทย โดยให้กองทัพอากาศ ถอนเจ้าหน้าที่หน่วยพยาบาลทางอากาศกลับ ให้เหลือกำลังไว้เพียง ๑ ชุด (๓ คน) เพื่อช่วยเหลือทหารบกไทยที่คงอยู่อีก ๑ กองร้อย กับหน่วยบินลำเลียง ดังนั้นการจัดชุดพยาบาลทางอากาศ จึงเป็นดังนี้ 
            รุ่นที่ ๗ - ๑๕ (พ.ศ. ๒๔๙๘ - ๒๕๐๕) ประกอบด้วย แพทย์ ๒ คน และพยาบาล ๑ คน โดยมีแพทย์คนหนึ่งเป็นหัวหน้าชุดพยาบาลทางอากาศ 
            รุ่นที่ ๑๖ - ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๐๕ - ๒๕๑๖) ประกอบด้วยแพทย์ ๑ คน พยาบาล ๑ คน 
            รุ่นที่ ๒๗ - ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๑๖ - ๒๕๑๙) คงเหลือแพทย์ ๑ คน เนื่องจากประเทศไทยได้ถอนกำลังทางบก ๑ กองร้อยกลับ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ คงเหลือกำลัง ๑ หมู่เกียรติยศ และหน่วยบินลำเลียงประจำอยู่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้น 
            กองทัพอากาศได้กำหนดให้หน่วยพยาบาลทางอากาศรุ่นที่ ๑ - ๓ ปฏิบัติงานในสงครามเกาหลีเป็นเวลา ๑ ปี และตั้งแต่รุ่นที่ ๔ - ๑๓ ได้ลดระยะเวลาลงเหลือ ๖ เดือน รุ่นที่ ๑๔ - ๒๙ เห็นว่าไม่มีสถานการณ์รบ จึงได้กลับมาเป็น ๑ ปีตามเดิม 

การปฏิบัติงานของชุดพยาบาลทางอากาศ 
            รุ่นที่ ๑ เริ่มปฏิบัติงานครั้งแรกเมื่อ ๑๑ มกราคม ๒๔๙๔ โดยดูแลทหารไทยที่ป่วยเป็นโรคหิมะกัด ๖ คน เดินทางกลับประเทศไทย 
           ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๓ - กลางปี พ.ศ. ๒๔๙๖ สถานการณ์ในเกาหลีใต้ยังรุนแรงอยู่ จำนวนทหารบาดเจ็บค่อนข้างสูง การส่งกลับจึงมีบ่อยครั้ง ในรุ่นที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๙๔ ส่งกลับ ๒๕ ครั้ง จำนวน ๘๘ คน รุ่นที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๙๕ ส่งกลับ ๒๐ ครั้ง จำนวน ๑๑๐ คน และได้ลดลงมาตามลำดับจนไม่มีเลย ในรุ่นหลัง ๆ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๒ - ๒๕๑๙ 
            ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้ถอนกำลังหน่วยบินลำเลียงกลับ รุ่นที่ ๒๙ เป็นชุดสุดท้าย ได้เดินทางกลับพร้อมหน่วยบินลำเลียง เมื่อ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๑๙ รวมหน่วยพยาบาลทางอากาศที่ส่งไปปฏิบัติการทั้งสิ้น ๒๙ รุ่น เป็นแพทย์และพยาบาล ๙๔ คน ปฏิบัติงานในประเทศญี่ปุ่น ๒๕ ปี ๘ เดือน ๕ วัน การปฏิบัติงานได้ผลดีมาก ได้รับคำชมเชยจากหน่วยงานด้านเสนารักษ์ของกองทัพสหรัฐฯ มาโดยตลอด 

การปฏิบัติการของเรือหลวงประแส


การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑ - ๖  (๑๑ มกราคม - ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๙๕) 
ปฏิบัติการคุ้มกันขบวนเรือลำเลียงที่เดินทางไปยังอ่าววอนชาน และซองจิน 

การผลัดเปลี่ยนกำลังพล 
            ทหารประจำเรือรุ่นที่ ๔ ชุดที่ ๑ จำนวน ๑๖๓ คน เดินทางมาถึงฐานทัพเรือซาเซโบ เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๙๕ หลังจากที่ได้ดำเนินกรรมวิธีต่าง ๆ แล้วได้ลงประจำเรือ เมื่อ ๑๕ มิถุนายน ๒๔๙๕ 

การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๗ - ๘ (๕ มิถุนายน - ๑ กรกฎาคม ๒๔๙๕) 
            ปฏิบัติการคุ้มกันขบวนเรือลำเลียงที่บริเวณเกาะอูลลัง อ่าววอนชาน และซองจิน 

การผลัดเปลี่ยนกำลังพล 
            กำลังพลรุ่นที่ ๒ ชุดที่ ๒ จำนวน ๗๐ คน โดยสารรถไฟจากเมืองโยโกฮามา 

การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๙ - ๑๒  (๑๔ พฤษภาคม - ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๕) 
            ปฏิบัติการคุ้มกันเรือลำเลียงเดินทางไปอ่าววอนชาน และซองจิน ระดมยิงฝั่งที่หมายรถไฟ ลาดตระเวณ รักษาการณ์ในอ่าววอนชานเหนือเกาะชิน ด้านใต้บริเวณตะวันออกของแหลมกัลมากัก ลาดตระเวณเหนือเกาะอัง เกาะโย เมืองฮุงนำ คุ้มกันเรือลำเลียงอมภัณฑ์ 

การเข้าอู่ซ่อมที่ฐานทัพเรือโยโกสุกะ 
            ใช้เวลาซ่อม ๑๐ สัปดาห์ ค่าซ่อม ๔๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐฯ 

การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑๓ - ๑๔  (๒๗ กุมภาพันธ์ - ๘ มีนาคม ๒๔๙๖) 
            การปฏิบัติการคุ้มกันขบวนเรือลำเลียงไปยังอ่าววอนชาน และคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน 

การผลัดเปลี่ยนกำลังพล 
            ผู้บังคับการเรือหลวงประแสคนใหม่ พร้อมด้วยกำลังพล รุ่นที่ ๕ ชุดที่ ๑ จำนวน ๒๐๕ คน เดินทางมาผลัดเปลี่ยน แล้วลงประจำเรือ เมื่อ ๑๔ มีนาคม ๒๔๙๖ และรุ่นที่ ๕ ชุดที่ ๒ จำนวน ๒๑๔ คน เดินทางมาถึง เมื่อ ๒๐ เมษายน ๒๔๙๖ 

การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑๕ - ๒๒  (๒๗ มีนาคม - ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๖) 
            ปฏิบัติการคุ้มกันเรือลำเลียงไปส่งยุทธสัมภาระให้กับเรือรบในพื้นที่ปฏิบัติการ ทางฝั่งทะเลด้านตะวันออกของเกาหลีเหนือ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางไปส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้ หมู่เรือพิฆาต และเรือลาดตระเวณที่กำลังปฏิบัติการอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาหลีเหนือ คุ้มกันขบวนเรือลำเลียงไปส่งน้ำมันเชื้อเพลิง สรรพาวุธ และพัสดุให้กับกองเรือเฉพาะกิจที่ ๗๗ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันไปยังพื้นที่ปฏิบัติการ 

การเดินทางกลับมาผลัดเปลี่ยนกำลังพลในไทยครั้งแรก 
            ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๖ เรือหลวงประแสออกเดินทางจากฐานทัพเรือซาเซโบ ถึงกรุงเทพฯ เมื่อ ๙ ธันวาคม ๒๔๙๖ หลังจากผลัดเปลี่ยนกำลังพลประจำเรือส่วนหนึ่งแล้วก็เดินทางกลับไปเกาหลี ถึงฐานทัพเรือซาเซโบเมื่อ ๓ มกราคม ๒๔๙๗ 

การปฏบัติการ ครั้งที่ ๒๓ - ๒๙  (๙ มกราคม - ๒๐ เมษายน ๒๔๙๗) 
            การปฏิบัติการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน และเรือลำเลียงไปปฏิบัติการในน่านน้ำเกาหลีเหนือ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันไปส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้กองเรือเฉพาะกิจที่ ๗๗ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันไปส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้เรือรบในพื้นที่ปฏิบัติการ 

การเดินทางกลับมาผลัดเปลี่ยนกำลังพลในประเทศไทยครั้งที่ ๒ 
            เรือหลวงประแสออกเดินทาง เมื่อ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๙๗ ถึงกรุงเทพฯ เมื่อ ๕ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ผู้บังคับการเรือคนใหม่เข้ารับหน้าที่ ทหารประจำเรือรุ่นที่ ๖ ชุดที่ ๒ ผลัดเปลี่ยนรับ - ส่งหน้าที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗ ออกเดินทางจากประเทศไทย ถึงฐานทัพเรือซาเซโบ เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๔๙๗ 

การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๓๐ - ๓๒  (๗ สิงหาคม - ๓๐ กันยายน ๒๔๙๗) 
            ปฏิบัติการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันไปส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ให้แก่เรือในพื้นที่ปฏิบัติการ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันไปส่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้เรือพิฆาตสหรัฐฯ ในน่านน้ำเกาหลีเหนือ 

การเดินทางกลับประเทศไทย 
            เนื่องจากการเจรจาสงบศึกเป็นที่ตกลงกันได้แล้ว และได้มีการลงนามร่วมกันในความตกลงสงบศึก เมื่อ ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๙๗ สถานการณ์รบในเกาหลีสงบลงมากแล้ว ชาติพันธมิตรหลายชาติที่ไปร่วมรบในสงครามเกาหลี เริ่มถอนกำลังกลับ ประกอบกับในปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๗ สถานการณ์ในอินโดจีนฝรั่งเศสตึงเครียดหนัก มีการสู้รบระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดมินห์ และมีทีท่าว่าภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ อาจลุกลามถึงประเทศไทยได้ รัฐบาลไทยจึงมีนโยบายถอนกำลังทหารกลับ โดยได้ปรึกษาหารือกับกองบัญชาการสหประชาชาติ เมื่อได้รับคำยืนยันว่าไม่ขัดข้องแล้ว กระทรวงกลาโหมจึงได้มีคำสั่ง เมื่อ ๖ มกราคม ๒๔๙๘ ให้ถอนทหารบางส่วนกลับประเทศไทย 
            สำหรับกำลังทางเรือกำหนดให้ ถอนกำลัง มส.พร้อมด้วยเรือหลวงท่าจีน เรือหลวงประแส และให้เรือหลวงทั้งสองลำ ทำหน้าที่คุ้มกันเรือลำเลียงทหารบกในระหว่างเดินทางกลับด้วย 
            วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๔๙๘ เรือหลวงทั้งสองลำได้อำลากองเรือสหประชาชาติ ออกเดินทางจากฐานทัพเรือซาเซโบ ไปยังเมืองท่าปูซานเพื่อรับเรือสินค้าอิโกะ ซึ่งลำเลียงกำลังพลทหารไทยผลัดที่ ๖ (หย่อน ๑ กองร้อย) แล้วทำการคุ้มกันระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย ถึงท่าราชวรดิษฐ์ เมื่อ ๓๑ มกราคม ๒๔๙๘ จากนั้นกำลังพลได้เดินทางไปร่วมพิธีสวนสนาม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานในพิธี 
            หมู่เรือปฏิบัติการร่วมกับสหประชาชาติ (มส.) สิ้นสุดภารกิจ รวมระยะเวลาที่ไปปฏิบัติการ ๔ ปี ๓ เดือน ๑๘ วัน 

การปฏิบัติการของเรือหลวงท่าจีน


            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑ (๑๑ - ๒๔ มกราคม ๒๔๙๕)  ออกเดินทางไปปฏิบัติการคุ้มกันเรือลำเลียงพัสดุ และเรือบรรทุกน้ำมัน จากนั้นไปลาดตระเวณหน้าอ่าววอนซาน 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๒ (๑๓ - ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๕)  ปฏิบัติการคุ้มกันเรือลำเลียงไปยังเมืองชองจิน ระดมยิงหน่วยปืนใหญ่รักษาฝั่ง คุ้มกันขบวนเรือลำเลียงบริเวณแนวทิ้งระเบิด 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๓ (๑๘ มีนาคม - ๗ เมษายน ๒๔๙๕)  คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันไปยังพื้นที่ปฏิบัติการ คุ้มกันเรือลำเลียงบริเวณเส้นขนานที่ ๓๘ 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๔ (๒๖ เมษายน - ๑ พฤษภาคม ๒๔๙๕)  คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันไปยังเมืองปูซาน คุ้มกันหน่วยเรือเฉพาะกิจไปบริเวณเกาะอูลลัง 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๕ (๒ - ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๙๕)  คุ้มกันขบวนเรือลำเลียงบริเวณน่านน้ำเมืองซูยอง คุ้มกันหน่วยเรือเฉพาะกิจ ไปบริเวณเกาะอูลลัง คุ้มกันกองเรือใหญ่เข้ารับน้ำมันเชื้อเพลิง จากเรือบรรทุกน้ำมัน 
            - การผลัดเปลี่ยนกำลังพลและซ่อมใหญ่ 
            ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๙๕ กำลังพลรุ่นที่ ๒ ชุดที่ ๒ ลงประจำเรือ ๑๑ สิงหาคม ๒๔๙๕  เรือหลวงท่าจีนเข้าอู่ซ่อม ซ่อมเสร็จ ๒๑ กันยายน ๒๔๙๕ ค่าซ่อม ๓๒,๐๐๐ เหรียญสหรัฐฯ 
            - การยุบเลิกกองบัญคับการหมู่เรือฟรีเกต 
            กองทัพเรือได้มีคำสั่งเมื่อ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๙๕ ให้ยุบเลิกกองบังคับการหมู่เรือฟรีเกต (มฟ.) ให้กำลังพลส่วนหนึ่งเดินทางกลับประเทศไทย 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๖ (๗ - ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๕)  คุ้มกันเรือลำเลียงอมภัณฑ์ และคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางไปชองจิน 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๗ (๑๕ - ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๕)  คุ้มกันเรือลำเลียงอมภัณฑ์เดินทางไปเมืองโปฮา และไปวอนชาน 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๘ (๒๑ พฤศจิกายน - ๒ ธันวาคม ๒๔๙๕)  คุ้มกันเรือลำเลียงอมภัณฑ์ 
            - การปฏบัติการ ครั้งที่ ๙ (๑๑ - ๑๓ ธันวาคม ๒๔๙๕)  คุ้มกันเรือลำเลียงอมภัณฑ์ 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑๐ (๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๕ - ๑๔ มกราคม ๒๔๙๖)  คุ้มกันเรือลำเลียงเดินทางไปบริเวณวอนชาน ซองจิน คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางกลับฐานทัพเรือ 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑๑ (๒๗ มกราคม - ๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖)  คุ้มกันเรือลำเลียงอมภัณฑ์ และเรือบรรทุกน้ำมัน 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑๒ (๒๔ - ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖)  คุ้มกันเรือลำเลียงเดินทางไปปฏิบัติการบริเวณเกาะอูลลัง 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑๓ (๒๗ กุมภาพันธ์ - ๓ มีนาคม ๒๔๙๖)  คุ้มกันเรือลำเลียงเดินทางไปบริเวณเมืองวอนชาน 
            - การผลัดเปลี่ยนกำลังพล กำลังพลรุ่นที่ ๕ ชุดที่ ๑ จำนวน ๒๐๕ คน เดินทางมาถึง และผลัดเปลี่ยนเมื่อ ๑๔ มีนาคม ๒๔๙๖ 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑๔ - ๑๙ (๒๗ มีนาคม - ๙ ตุลาคม ๒๔๙๖)  ทำหน้าที่คุ้มกันเรือลำเลียงอมภัณฑ์ เรือบรรทุกน้ำมันไปยังพื้นที่ปฏิบัติการ ด้านฝั่งทะเลตะวันออกของเกาหลีเหนือ 
            - การเดินทางกลับมาผลัดเปลี่ยนกำลังพลในประเทศไทยครั้งแรก 
                หลังจากได้รับอนุมัติจากกองบัญชาการสหประชาชาติแล้ว เรือหลวงท่าจีนซึ่งปฏิบัติการอยู่ในยุทธบริเวณเกือบ ๒ ปี ก็ได้เดินทางกลับประเทศไทย เมื่อ ๑๘ ตุลาคม ๒๔๙๖ ถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๒๙ เดือนเดียวกัน 
            เมื่อได้ผลัดเปลี่ยนกำลังพลประจำเรือครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นรุ่นที่ ๖ ชุดที่ ๑ แล้วใน ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๙๖ เรือหลวงท่าจีนพร้อมด้วยพลประจำเรือหลวงประแสจำนวนหนึ่ง ออกเดินทางไปยังฐานทัพเรือซาเซโบ 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๒๐ - ๒๖ (๓๐ มีนาคม - ๑๐ เมษายน ๒๔๙๗)  ทำหน้าที่คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันให้กับกองเรือในพื้นที่ปฏิบัติการในน่านน้ำเกาหลีเหนือ 
            - การเดินทางกลับมาผลัดเปลี่ยนกำลังพลในประเทศไทย ครั้งที่ ๒ ในเดือนเมษายน ๒๔๙๗ ครบกำหนดการผลัดเปลี่ยนทหารประจำเรือ รุ่นที่ ๖ ชุดที่ ๒ เรือหลวงท่าจีนจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ ผลัดเปลี่ยนกำลังพลชุดที่ ๒ แล้วเดินทางกลับถึงฐานทัพเรือ เซซาโบ เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๙๗ 
            - การปฏิบัติการ ครั้งที่ ๒๒ - ๒๖ (๖ มิถุนายน - ๔ พฤศจิกายน ๒๔๙๗)  ปฏิบัติการคุ้มกันเรือลำเลียง และบรรทุกน้ำมัน ในเขตน่านน้ำเกาหลีเหนือ และครั้งสุดท้ายคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันไปยังเมืองอินชอนทางฝั่งตะวันตกของเกาหลีใต้
            รวมเวลาปฏิบัติการทั้งสิ้นของเรือหลวงท่าจีน ๒๒๙ วัน

การปฏิบัติการของทหารเรือ


            หลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ส่งทหารบกไปปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังสหประชาชาติในสงครามเกาหลี เมื่อ ๒๒ กันยายน ๒๔๙๓ แล้ว ต่อมาเมื่อ ๒๙ กันยายน ๒๔๙๓ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศให้ส่งกำลังทหารเรือ และทหารอากาศไปร่วมปฏิบัติการในสงครามเกาหลี 

การเตรียมการ 
            กองทัพเรือได้รับคำสั่งจากกระทรวงกลาโหมให้เตรียมเรือรบสำหรับเดินทางไปยังเกาหลีใต้ และกองทัพเรือได้มีคำสั่งเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๔๙๓ ให้กองเรือยุทธการ จัดเรือหลวงประแส เรือหลวงบางปะกง และเรือหลวงสีชัง สำหรับลำเลียงกำลังพล และคุ้มกันขบวนเรือที่จะเดินทางไปเกาหลีใต้ 
            ในวันที่ ๑๓ ตุลาคม กองทัพเรือได้มีคำสั่งตั้งกองบังคับการหมู่เรือไปราชการเกาหลี (บก.หมู่เรือ) 
            ๑๖ ตุลาคม ๒๔๙๓ กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการปฏิบัติ โดยในส่วนของกองทัพเรือให้จัดเรือลำเลียง และคุ้มกันดังนี้ 
            ๑ ให้เรือสินค้าเอกชน ๑ ลำ เพื่อลำเลียงทหารส่วนแรกของกรมผสมที่ ๒๑ 
            ๒ ให้จัดเรือหลวงสีชัง ทำการลำเลียงส่วนหนึ่งของกรมผสมที่ ๒๑ เจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทย เมื่อเสร็จภารกิจแล้ว ให้เป็นเรือลำเลียงประจำหน่วยทหารไทย ประจำเกาหลีหรือที่ญี่ปุ่นต่อไป 
            ๓ ให้จัดเรือหลวงประแสกับ เรือหลวงบางปะกง ทำหน้าที่คุ้มกันขบวนเรือ เมื่อหมดหน้าที่ให้เข้าร่วมปฏิบัติการยุทธตามที่กองกำลังสหประชาชาติเห็นสมควรต่อไป และมีฐานทัพเรืออยู่ที่ซาเซโบ 
            ๒๐ ตุลาคม ๒๔๙๓ กองทัพเรือได้มีคำสั่งให้เรือรบทั้งสามลำรวมขึ้นเป็นหมู่เรือเรียกว่า หมู่เรือปฏิบัติการร่วมกับสหประชาชาติ (มส.) 

การเดินทางไปปฏิบัติการ

            ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๓ เรือหลวงทั้งสามลำพร้อมด้วยเรือสินค้า เฮอร์ตาเมอร์สค์ ซึ่งทางราชการเช่ามาสำหรับลำเลียงทหารเดินทางไปเกาหลีใต้ ออกเดินทางจากท่าเรือกรุงเทพ ฯ คลองเตย ไปยังฐานทัพเรือสัตหีบแวะรับเสบียง น้ำจืด น้ำมันเชื้อเพลิง และอาวุธกระสุน และได้ออกเดินทาง เมื่อ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๙๓ ผ่านแหลมญวน ถึงเกาะโอกินาวา เมื่อ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๙๓ เข้าจอดในอ่าวบัคเนอร์ (Buckner Bay) และได้ออกเดินทางต่อ เมื่อ ๔ พฤศจิกายน ๒๔๙๓ ถึงท่าเรือปูซาน เมื่อวันที่ ๗ เดือนเดียวกัน อีก ๒ วันต่อมาก็เดินทางไปยังฐานทัพเรือซาเซโบ ประเทศญี่ปุ่น และได้มีการมอบเรือของไทยทั้งสามลำ ให้อยู่ในบังคับบัญชาของผู้บัญชาการกองเรือเฉพาะกิจที่ ๙๕ 

การจัดกำลังทางเรือของสหประชาชาติในสงครามเกาหลี 
            กำลังทางเรือ สหประชาชาติได้มอบให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เป็นผู้บังคับบัญชากองเรือสหประชาชาติ (United Nation Naval Forces ) โดยให้กองกำลังทางเรือภาคตะวันออกไกล รับผิดชอบงานด้านยุทธการ และยุทธบริการ กำลังทางเรือที่ปฏิบัติการรบในสงครามเกาหลีเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือที่ ๗ ( 7 th Fleet) ของกองกำลังทางเรือสหรัฐ ภาคตะวันออกไกล (Naval Forces Far East) 
            กองเรือเฉพาะกิจที่ ๙๒  (Task Force 92 : TF92) มีภารกิจเป็นกองเรือปฏิบัติการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงของกองทัพเรือที่ ๗ สหรัฐฯ 
            กองเรือเฉพาะกิจที่ ๙๕  (Task Force 95 : 7F95) มีภารกิจเป็นกองเรือปฏิบัติการปิดอ่าว และคุ้มกันของสหประชาชาติ กองเรือนี้ยังแบ่งออกเป็นหมวดเรือเฉพาะกิจ และหน่วยเรือเฉพาะกิจ 
            มส.ขึ้นตรงกับหมวดเรือเฉพาะกิจที่ ๙๕๕ ซึ่งมีภารกิจคุ้มกันการลำเลียง (Frigate Escorts) มส.ได้รับมอบภารกิจให้ปฏิบัติการดังนี้ 
            ๑ ทำการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน เรือลำเลียงอมภัณฑ์ และเรือลำเลียงเสบียง และพัสดุในน่านน้ำรอบชายฝั่งเกาหลีเหนือ จากการโจมตีของเรือดำน้ำ และเครื่องบินของฝ่ายข้าศึก 
            ๒ ปฏิบัติการร่วมกับกำลังทางเรือสหประชาชาติในการระดมยิงฝั่ง และที่หมายทางทหาร 
            ๓ ปฏิบัติการตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ได้แก่การตรวจการณ์ และรักษาด่าน เป็นต้น 

การปฏิบัติการของ มส. 
            ในระยะแรก ต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการ เพราะเรือหลวงประแสและเรือหลวงบางปะกงของไทย เป็นเรือประเภทคอร์เวต ที่ซื้อจากอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บรรดาอาวุธยุทธภัณฑ์เดินเรือล้วนเป็นแบบอังกฤษ และค่อนข้างล้าสมัย อังกฤษเลิกผลิตทั้งอาวุธ และตัวปืนประจำเรือแล้ว จึงต้องขอเปลี่ยนมาใช้อาวุธของ สหรัฐฯ 
            - การปฏิบัติการครั้งแรก ตรวจและรักษาช่องทางเข้าฐานทัพเรือซาเซโบ  เริ่มตั้งแต่ ๔ ธันวาคม ๒๔๙๓ จนถึง ๓ มกราคม ๒๔๙๔ ทำการตรวจการณ์ และรักษาด่าน 
            - การปฏิบัติการระดมยิงชายฝั่งตะวันออกของเกาหลีเหนือครั้งแรก เริ่ม ๓ มกราคม ๒๔๙๔ โดยได้ระดมยิงชายฝั่งบริเวณเส้น ละติจูดที่ ๓๘ - ๓๙ องศาเหนือ ระหว่างแนวเมืองชังจอน กับเมืองยังยัง วันที่ ๕ และ ๖ มกราคม ๒๔๙๔ ได้ทำการระดมยิงสถานีรถไฟ เส้นทางคมนาคม และสิ่งปลูกสร้างทางทหาร บริเวณเมืองโชโด หลังจากนั้นเรือหลวงประแส และเรือหลวงบางปะกงประสบกัยพายุหิมะหนักตลอดคืน เรดาร์ประจำเรือใช้การไม่ได้ เช้าวันรุ่งขึ้นเรือหลวงประแสได้แล่นไปเกยตื้น ในเขตข้าศึกบริเวณแหลม คิซามุน เหนือเส้นขนานที่ ๓๘ ขึ้นไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร เรือลากจูงของสหรัฐฯ พยายามที่จะลากจูงเรือออกมาหลายวันแต่ไม่สำเร็จ ดังนั้นในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๔๙๔ จึงได้รับคำสั่งจากกองทัพเรือให้สละเรือ และอนุมัติให้ทำลายเรือได้ เรือพิฆาตสหรัฐฯ จึงได้ระดมยิงเรือหลวงประแส ประมาณ ๕๐ นัด จนกระทั่งกลายสภาพเป็นเศษเหล็ก 

การปฏิบัติการของเรือหลวงบางปะกง 
            - การระดมยิงฝั่งเมืองวอนชานครั้งที่ ๑ (๑๖ เมษายน - ๑๓ พฤษภาคม ๒๔๙๔)  เรือหลวงบางปะกงร่วมกับเรือรบสหรัฐฯ ออกเดินทางจากฐานทัพเรือซาเซโบ ไปยังอ่าววอนชาน เรือหลวงบางปะกงได้ทำการระดมยิง หน่วยปืนใหญ่รักษาฝั่งของข้าศึกบนแหลมกัลมากัก ใช้เวลาปฏิบัติการ ๑๘ วัน (๑๓ พฤษภาคม ได้ทำการผลัดเปลี่ยนกำลังพล ทำเสร็จใน ๑ มิถุนายน ๒๔๙๔) 
            - การระดมยิงฝั่งเมืองวอนชานครั้งที่ ๒ (๑๓ - ๑๘ มิถุนายน ๒๔๙๔)  เรือหลวงบางปะกง และเรือฟรีเกต สหรัฐฯ ออกเดินทางจากฐานทัพเรือซาเซโบ ถึงอ่าววอนชาน ได้ระดมยิงที่หมาย หน่วยปืนใหญ่รักษาฝั่งที่ตำบลฮัมจิ กับเส้นทางลำเลียงบริเวณชองดอง การปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับคำชมเชยเป็นอันมาก 
            ในเดือนสิงหาคม ๒๔๙๔ กำลังพลประจำเรือ รุ่นที่ ๒ จำนวน ๕๕ คน ได้เข้าผลัดเปลี่ยนรุ่นที่ ๑ ส่วนที่เหลือ 
            - การปฏิบัติการที่เมืองวอนชานครั้งที่ ๓ (๓ - ๑๐ กันยายน ๒๔๙๔)  เรือหลวงบางปะกงเดินทางถึงอ่าววอนชาน ได้รับมอบภารกิจเป็นเรือรักษาด่าน วันต่อมาได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามแผนการลาดตระเวณ ได้รับคำสั่งให้ยิงที่หมายโดยอิสระ ได้ระดมยิงที่หมายทางรถไฟ และสะพานรถไฟชายฝั่งเมืองชองจิน วันต่อมาทำหน้าที่รักษาด่าน และเข้ายิงที่หมายเส้นทางลำเลียงบริเวณเหนือแหลมโฮโด ปันโด ในอ่าววอนชาน เข้ายิงที่หมายหน่วยปืนใหญ่รักษาฝั่งของข้าศึก บริเวณปลายแหลมโฮโดปันโดในอ่าววอนชาน แล้วออกลาดตระเวณไปยังชองจิน วันต่อมายิงที่หมายทางรถไฟ สถานีรถไฟ สะพานรถไฟ บริเวณชายฝั่งเมืองชองจิน วันต่อมาทำหน้าที่รักษาด่านเขตทิ้งระเบิด และยิงที่หมายบริเวณอ่าววอนชาน 
            - การปฏิบัติการที่เมืองวอนชาน ครั้งที่ ๔ (๒๔ ตุลาคม ๒๔๙๔)  ได้ไปปฏิบัติการ ณ เมืองวอนชาน โดยทำการลาดตระเวณฝั่งตะวันออก ขึ้นไปทางเหนือแหลมไฮโดปันโด ป้องกันเรือเล็กข้าศึกลอบเข้าไปวางทุ่นระเบิด หรือทำการลำเลียงทหาร 
            - การปฏิบัติการที่เมืองวอนชาน ครั้งที่ ๕ (๑๗ - ๑๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๔)  ทำหน้าที่รักษาด่านเวลากลางคืน และลาดตระเวณเวลากลางวัน 

เรือหลวงบางปะกงเดินทางกลับประเทศไทย 
            ๒๙ ธันวาคม ๒๔๙๔ เรือหลวงท่าจีน และเรือหลวงประแส (ลำใหม่) เรียกว่า หมู่เรือฟรีเกต (มฟ.) ได้เดินทางมาถึงฐานทัพเรือซาเซโบ กองทัพเรือได้กำหนดให้เรือหลวงบางปะกงพ้นจากหน้าที่ ให้เข้าอู่ซ่อมใหญ่ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากที่ซ่อมเสร็จเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ และได้เดินทางถึงประเทศไทยเมื่อ ๑๑ มีนาคม ๒๔๙๕ 

การส่งเรือสีชังกลับประเทศไทย 
            เนื่องจากเรือหลวงสีชังมีขนาดเล็ก จึงมิได้ใช้ให้ปฏิบัติการอย่างใด จึงพิจารณาให้เดินทางกลับ กระทรวงกลาโหมเสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อ ๒๖ พฤษภาคม ๒๔๙๔ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ ๔ มิถุนายน ๒๔๙๔ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเจรจากับกองบัญชาการสหประชาชาติ เพื่อขออนุญาตอย่างเป็นทางการต่อไป เรือหลวงสีชังเดินทางถึงประเทศไทยเมื่อ ๒๑ สิงหาคม ๒๔๙๔ 

การรับมอบเรือหลวงท่าจีน และเรือหลวงประแส 
            รัฐบาลไทยให้กระทรวงการต่างประเทศติดต่อกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเจรจาขอซื้อเรือฟรีเกต ๒ ลำ ซึ่งทางรัฐบาลสหรัฐฯ ยินดีขายให้โดยมีเงื่อนไข ให้ใช้เรือดังกล่าวในการปฏิบัติการรบร่วมกับสหประชาชาติ ในสงครามเกาหลี และให้ทัพเรือสหรัฐฯ ภาคแปซิฟิค (U.S.Pacific Fleet) จัดเรือฟรีเกตประจำการ ๒ ลำ คือเรือ USS Glendale กับเรือ USS Gallup ขายให้ไทย ในราคา ๘๖๑,๙๔๖ เหรียญสหรัฐฯ เรือทั้งสองลำนี้ได้รับพระราชทานชื่อว่า เรือหลวงท่าจีน และเรือหลวงประแส ตามลำดับ 
            ๒๐ ตุลาคม ๒๔๙๔ ได้มีพิธีส่ง และรับมอบเรือฟรีเกตทั้งสองลำที่ท่าหมายเลข ๑๒ ฐานทัพเรือโยโกสุกะ โดยมีผู้บัญชาการฐานทัพเรือสหรัฐฯ ประจำญี่ปุ่น และเกาหลี ในฐานะผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งมอบให้กับหัวหน้าคณะทูตไทย ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้รับมอบในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย เรือฟรีเกตทั้งสองลำได้ขึ้นระวางประจำการในกองทัพเรือไทยใน ๒๙ ตุลาคม ๒๔๙๔